Quotation

“ เราดำเนิรชีวิตอยู่ในแสงอันริบหรี่—ที่เราหวังว่า
มันจะคงเปล่งแสงเช่นนี้อยู่ตลอดไป ตราบเท่าที่ปุราณโลกยังคงหมุนรอบตัวเอง! 
แต่แท้จริงแล้ว ความมืดมิดนั้นอยู่กับเราทุกเมื่อเชื่อวาน. ”
Heart of Darkness by Joseph Conrad

หฤทัยแห่งอันธการ แปล-วิเคราะห์: เกียรติขจร ชัยเธียร
หฤทัยแห่งอันธการ
Heart of Darkness โดย Joseph Conrad 
แปล-วิเคราะห์: เกียรติขจร ชัยเธียร
สำนักพิมพ์สมมติ
>> วางจำหน่ายแล้วในร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ
>> อ่านบางส่วนของ คำนำของผู้แปล

วันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Apocalypse Now (1979) Directed by Francis Ford Coppola


ผมไม่เห็นว่าสงครามจะสรรค์สร้างสุนทรียภาพใดๆให้แก่ผม. ภาพยนตร์สงครามประเภทยกย่องวีรบุรุษอย่างเช่น The Longest Day (1962), The Dirty Dozen (1967), A Bridge Too Far (1977) ซึ่งมีลักษณะเป็น propaganda จึงเป็นอะไรที่ผมไม่ประทับใจ เพราะเป็นเหมือนการเชิดชูวีรภาพฝ่ายตนโดยสร้างค่านิยมที่ผิดให้แก่ผู้ชม ให้มีทัศนคติต่อสงครามอย่างชื่นชมด้วยชาตินิยมสุดโต่ง และมองการประหัตประหารกันว่าเป็นการแสดงออกถึงความกล้าหาญ ความรักชาติ และเป็นเรื่องปรกติธรรมดาที่ต้องมีฝ่ายหนึ่งฝายใดต้องตาย (ในจำนวนนับไม่ถ้วน). มีเพียงภาพยนตร์สงครามที่จัดอยู่ในประเภท anti-war ที่นำเสนอภาวะจิตใจของมนุษย์ท่ามกลางสงคราม อย่างเช่น All Quiet on the Western Front (1930), Paths of Glory (1957), Das Boot (1981), Born on the Fourth of July (1989) เท่านั้น ที่ผมชื่นชม และ Apocalypse Now (1979) ก็เป็นเรื่องหนึ่งในนั้น แม้จะไม่ใช่หนังประเภท anti-war เสียทีเดียว แต่เป็น drama ที่มีความรุนแรงเป็นองค์ประกอบของเรื่อง ดังที่ Francis Ford Coppola นิยามภาพยนตร์เรื่องนี้ของเขาว่าเป็น "philosophic inquiry into the mythology of war and the human condition" โดยมีพื้นฐานมาจาก. . .

วันอาทิตย์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2559

Introduction to Phenomenology (1999) by Robert Sokolowski [PDF | Introduction, Chap 1-3)

มีเพื่อนอาจารย์ท่านหนึ่งเพิ่งจะตั้งคำถามกับผมเกี่ยวกับปรัชญาและระเบียบวิธีวิจัยของปรากฏการณ์วิทยาที่ผมเขียนใน "ทรฺศน" ปราสาทนครวัด (๒๕๔๙) และ Expereincing Angkor Vat: An Architectural Assessment (2006) ซึ่งเหตุที่ผมไม่ได้เขียนคำอธิบายใดๆไว้ในหนังสือเล่มนี้อย่างละเอียดถี่ถ้วนก็เพราะ ในฉบับพิมพ์ครั้งแรกนั้น ผมต้องการเพียงแค่ให้หนังสือเล่มนี้สร้างแรงบันดานใจแก่ผู้อ่าน และเปิดมุมมองใหม่ในการวิเคราะห์และประเมินค่าสถาปัตยกรรม โดยเฉพาะโบราณสถานที่เปี่ยมไปด้วยปรัชญาและวิทยาการของฮินดูอย่างปราสาทนครวัดเท่านั้น. แต่หลังจากที่สนพ.อมรินทร์พิมพ์และจำหน่ายจนหมดแล้ว ผมรู้สึกว่าวัตถุประสงค์ของผมออกจะล้มเหลว! เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่มีผู้ตั้งคำถามเกี่ยวกับแนวคิดของปรัชญาที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้ ในขณะที่ความจำของผมเกี่ยวกับปรัชญาปรากฏการณ์วิทยาได้ลืมเลือนไปจากความคิดผมไปจำนวนมากเกือบหมดแล้ว จึงเป็นความบกพร่องของผมเองที่ไม่ได้บันทึกความรู้และความเข้าใจในขณะนั้นไว้เป็นตัวอักษรมาจนทุกวันนี้ อันเนื่องจากเดิมผมตั้งใจที่จะขยายความคิดและเขียนคำอธิบายทั้งหมดในการแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อพิมพ์ครั้งต่อไป แต่ก็ไม่มีโอกาสอีก เพราะหนังสือเล่มนี้ไม่ได้ถูกนำมาพิมพ์ซ้ำ (อาจเพราะกองบรรณาธิการเคยเปรยกับผมว่า หนังสือเล่มนี้เหมาะที่จะมีไว้ "เก็บ" มากกว่าจะมีไว้ "อ่าน") และคงไม่มีสำนักพิมพ์ไหนกล้าพิมพ์อีก. ในที่นี้ผมจึงอยากขออธิบายพื้นฐานความคิดเบื้องต้นของปรากฏการณ์วิทยา ดังที่ได้ตอบเพื่อนอาจารย์ท่านนั้นไว้ดังต่อไปนี้. . .

วันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2559

หฤทัยแห่งอันธการ (Heart of Darkness) โดย Joseph Conrad | แปล-วิเคราะห์: เกียรติขจร ชัยเธียร | สำนักพิมพ์สมมติ, ๒๕๕๙.


Heart of Darkness (1899) เป็นวรรณกรรมที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของคอนราดและจัดเป็นนวนิยายสมัยใหม่ในยุคบุกเบิกที่ทรงอิทธิพลต่อนักประพันธ์รุ่นต่อมา อีกทั้งยังถูกใช้เป็นกรณีศึกษาในแวดวงการศึกษาวรรณกรรมทั่วโลกอย่างต่อเนื่องกว่าหนึ่งร้อยปีมาจนทุกวันนี้. ความสำคัญของวรรณกรรมเรื่องนี้อยู่ที่ลีลาและเนื้อหา เพราะคอนราดเขียนด้วยภาษาที่แหวกแนวและเจาะลึกเข้าไปในภาวะจิตใจของตัวละครซึ่งสามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎีจิตวิเคราะห์. นอกจากนั้น วรรณกรรมเรื่องนี้ยังเป็นเหมือนชีวประวัติส่วนตัวของคอนราดและเป็นประวัติศาสตร์ที่บอกเล่าเหตุการณ์การกดขี่ที่เกิดขึ้นในรัฐอาณานิคมแห่งหนึ่งของอาฟริกาที่คอนราดได้ประสบด้วยตนเอง. ทั้งหมดนี้ ได้อธิบายและวิเคราะห์เนื้อหา ทั้งในเชิงประวัติศาสตร์และในเชิงวรรณศิลป์อย่างครบถ้วน พร้อมเชิงอรรถที่ให้อรรถาธิบายนยะความหมายของคำและเนื้อหาทั้งหมดอย่างละเอียด.

ใครที่สนใจวรรณกรรมคลาสสิกคงรู้จักวรรณกรรมเรื่องนี้กันเป็นอย่างดี ส่วนใครที่ต้องการศึกษารากฐานของวรรณกรรมสมัยใหม่ไม่ควรพลาด. ต้นฉบับภาษาอังกฤษ และบางส่วนของ "คำนำของผู้แปล" ที่แนะนำวรรณกรรมเรื่องนี้ในเล่ม อ่านได้ที่:
http://www.jayadhira.org/2016/03/heart-of-darkness-1899-by-joseph-conrad.html


. . .

วันศุกร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2559

Heart of Darkness (1899) by Joseph Conrad [PDF]

ผมรู้จักวรรณกรรมเรื่องนี้เป็นครั้งแรก หลังจากที่ได้ชมภาพยนตร์เรื่อง Apocalypse Now (1979) ของฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา (Francis Ford Coppola) มากกว่าสิบครั้งในโรง—และสมัยนั้นยังเอาเทปคาสเซ็ตไปอัดเสียงมาศึกษาสคริปที่บ้านอีกต่างหาก—ทำให้เกิดความฉงนและสนเท่ห์ ที่ชักจูงให้ขวนขวายหาต้นตอของภาพยนตร์เรื่องมาอ่าน. ภาพยนตร์เรื่องนี้ดัดแปลงมาจาก Heart of Darkness แต่เปลี่ยนองค์ประกอบของเรื่องเกือบทั้งหมด โดยคงแนวคิดของเรื่องอันเกี่ยวกับการเดินทางภายใต้ภาวะการณ์ที่นำไปสู่ความมืดมิดในจิตวิญญาณของมนุษย์ ที่สำแดงออกมาเป็นความโหดเหี้ยมที่ยากจะคิดได้ว่า คนๆหนึ่งจะสามารถทำสิ่งเลวร้ายเช่นนั้นออกมาได้ เพียงแต่ว่าจอห์น มิลเลียส (John Milius: ผู้เขียนบท) และคอปโปลา ตีความถึงแรงจูงใจในมุมมองที่ใหม่ ในสภาพแวดล้อมที่ใหม่ ได้อย่างน่าสนใจและแตกต่างไปจากเดิมที่คอนราดประพันธ์ไว้เท่านั้น. ผมยังจดจำความรู้สึกในการอ่านวรรณกรรมเรื่องนี้เป็นครั้งแรกได้ว่า เต็มไปด้วยความสับสน และยากจะเข้าใจได้ว่า ทำไมคอนราดถึงได้รับการยอมรับจากนักวิชาการทั่วโลกว่า เป็นนักเขียนวรรณกรรมสมัยใหม่รุ่นบุกเบิก ผู้มีอิทธิพลต่อนักเขียนวรรณกรรมรุ่นต่อๆมา ทั้ง T. S. Eliot (ผู้ได้รางวัลโนเบลปี 1948), Ernest Hemingway (ผู้ได้รางวัลโนเบลปี 1954), William Golding (ผู้ได้รางวัลโนเบลปี 1980), หรือ Gabriel García Márquez (ผู้ได้รางวัลโนเบลปี 1982) รวมทั้ง Albert Camus หรือ George Orwell ที่คนไทยรู้จักกันดี เป็นต้น; แต่เมื่อได้อ่านซ้ำ. . .

วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2558

Roger Waters The Wall (2014)



ผมเพิ่งได้ดู Roger Waters The Wall (2014) แล้ว รู้สึกทึ่งมากในการสร้างสรรค์ดนตรี-กราฟิก ที่เชื่อมโยงกับประวัติส่วนตัวของ Waters (รวมทั้งความคิดต่อต้านสงครามของเขา) ซึ่งประสานกันได้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นจนจบ แม้ว่าการแสดงบนเวทีไม่ได้ต่างจาก The Wall Live Tour เมื่อปี 1980 เท่าไรนัก--ผมเคยดู VHS video ของ The Wall Live Tour 1980 เมื่อกว่าสามสิบปีที่ผ่านมา ที่แม้จะไม่ชัดเอาเสียเลย แต่ก็นับว่าน่าตื่นเต้นแล้ว; แต่นี่ ด้วยเทคโนโลยีและการออกแบบกราฟิกสมัยนี้ ใครเป็นแฟนเพลงของ Waters หรือ Pink Floyd ที่ยังไม่เคยชม จงรีบไปหาชมกันได้แล้วครับ--เพราะเราคงไม่มีปัญญาได้ชมการแสดงแบบสดๆเป็นแน่ เนื่องจากหากจะดูก็ต้องบินไปดู และ tour ของเขาช่วงปี 2010-2013 ก็จบไปแล้ว (ด้วยอายุของ Waters ขณะนี้ ผมว่าคงยากที่เขาจะเดินสายอีก) อีกทั้งราคาตั๋วก็สุดจะแพง อย่างทัวร์ในสหรัฐฯ ราคาต่ำสุดๆอยู่ที่เกือบ $300 แล้ว! (แพงสุดอยู่ที่ $750!). แต่ที่ผมประหลาดใจมากก็คือ คนดูคอนเสริตโดยมากที่เห็น ไม่ใช่รุ่นผมหรือแก่กว่า แต่กลับเป็นรุ่นลูกของผม (หรือว่าคนแก่ไปหลบกันอยู่ตรงแถวหลังๆก็ไม่ทราบได้). . .